วิธีคำนวณวันคลอด

14 ตุลาคม 2009

สัปดาห์ที่ 5 ของการตั้งครรภ์
สัปดาห์นี้ส่วนใหญ่คุณแม่จะได้ฝากท้องแล้ว
คุณหมอจะแนะนำในเรื่องการดูแลสุขภาพ
การให้ยาวิตามินและบอกวันคลอดคร่าว ๆ
ซึ่งวิธีคำนวณวันคลอดก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร
มีสูตรง่าย ๆ คือ
วันที่ของวันที่ประจำเดือนมาครั้งสุดท้าย +7 = วันที่ของวันคลอด
เดือนที่มีประจำเดือนมาครั้งสุดท้าย -3 = เดือนที่เป็นเดือนคลอด
เช่น ประจำเดือนมาครั้งสุดท้าย วันที่ 7 ธันวาคม
ฉะนั้น วันกำหนดคลอดคือ วันที่ 14 กันยายน (ครบกำหนด 40 สัปดาห์)

ผมอ่านเจอในหนังสือระหว่างที่รอแจงพบหมดตรวจครรห์เดือนที่ 7
หาอ่านเพิ่มเติมได้ที่หนังสือ Practical Pregnancy ฉบับ July – December 2008 หน้า 27 นะครับ


ลำไส้แปรปรวน โรคร้าย ทำลายคุณภาพชีวิต เดี๋ยวก็ท้องผูก เดี๋ยวก็ท้องเสีย

19 กันยายน 2009

ท้อง อืด แน่นท้อง ปวดท้องเป็นๆ หายๆ ขับถ่ายไม่เป็นปกติ เดี๋ยวก็ท้องผูก เดี๋ยวก็ท้องเสีย เฮ้อ..! จะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานไหม?……..


นพ.ณัฏฐากร วิริยานุภาพ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารโรงพยาบาลเวชธานี กล่าวถึงอาการข้างต้นว่า เข้าข่ายโรคที่เรียกว่า โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome : IBS) เป็นโรคของลำไส้ที่ทำงานผิดปกติ แต่พอตรวจดูกลับไม่พบความผิดปกติใดๆ ที่ลำไส้ ไม่ว่าจะทำการส่องกล้องตรวจลำไส้ หรือตรวจเลือดผิดปกติ เป็นต้น

โรคนี้เป็นโรคที่พบบ่อยโรคหนึ่งในระบบทางเดินอาหาร ผู้ป่วยโดยทั่วไปที่เป็นโรคนี้มักจะมีประวัติเป็นมานาน บางรายอาจมีอาการเป็นปีและมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ เป็นโรคที่สร้างความรำคาญ และความทุกข์ทรมานให้แก่ผู้ป่วย ผู้ป่วยจะวิตกกังวลว่าทำไมโรคไม่หายแม้ได้ยารักษา ทำให้มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย รบกวนการดำเนินชีวิตและอาจทำให้ทำงานได้ไม่เต็มที่ และพบว่าโรคลำไส้แปรปรวนมักเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ในอัตราส่วนเพศหญิงต่อเพศชายประมาณ 2 : 1
(เพิ่มเติม…)


ผิวหนังในช่วงตั้งครรภ์

1 กันยายน 2009

ในช่วงเวลาตั้งครรภ์ร่างกายคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากเพื่อเตรียม รับขวัญลูกน้อยที่อยู่ในท้องคุณแม่ ผิวหนังก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกันโดยสรุปได้ดังนี้

1.    สีผิวเข้มขึ้น อันเนื่องจากระดับฮอร์โมนทำให้สีผิวเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะบริเวณ รอบหัวนม ท้อง รักแร้ คอ อาการเหล่นนี้คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงครับจะหายเองหลังคลอด

2.    หลอดเลือดขยายตัว ถ้าเป็นที่ผิวหนังก็จะมีลักษณะของเส้นเลือดขอด แต่ถ้าเป็นที่ก้นก็จะพบว่าเป็นริดสีดวง ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะดีขึ้นภายหลังการคลอด การพิจารณารักษาก็จะรักษาตามอาการในขณะตั้งครรภ์

3.    หลอดเลือดเปราะ คุณแม่อาจมีอาการเลือดกำเดาออกง่าย แปรงฟันแล้วมีเลือดออกตามไรฟัน หากมีปัญหาเหล่านี้ไม่ต้องตกใจครับเพราะจะหายเองได้ภายหลังการคลอด

4.    ตกขาวผิดปกติ หากไม่มีอาการคัน ไม่ต้องกังวลครับเพราะเป็นผลจากระดับฮอร์โมนนั่นเอง และจะหายได้เองภายหลังการคลอด
เรา จะเห็นว่าปัญหา4ข้อดังกล่าวเป็นปัญหาที่สามารถหายเองได้หลังคลอด แต่ปัญหาต่อไปจากนี้จะเรื่องที่ไม่หายภายหลังการตั้งครรภ์ครับ คุณแม่ที่มีปัญหาเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์หากมีอาการ

5.    ผมร่วงหลังคลอด เนื่องจากระดับฮอร์โมนลดลงหลังการคลอด ทำให้เส้นผมหยุดการเจริญเติบโตพร้อมๆกัน ประกอบกับหลังคลอดลูกคุณแม่มือใหม่อาจมีภาวะเครียดและขาดสารอาหาร เนื่องจากต้องเลี้ยงดูลูก ทำให้เกิดผมร่วงผิดปกติภายหลังการคลอดได้ส่วนใหญ่จะพบในระยะ 3-6 เดือนหลังคลอดแต่ถ้าเลยกว่า 6 เดือนแล้วเส้นผมยังไม่หยุดร่วงควรปรึกษาแพทย์เพื่อการรักษาแต่เนิ่นๆ ตามประสบการณ์ของหมอหากยิ่งทิ้งไว้นานเส้นผมขาดการดูแล เมื่อมาทำการ test ด้วย DIHAM Lab ถ้าพบว่าขนาดเส้นผมเล็กกว่า 50 ไมครอน และจำนวนเส้นผมน้อยกว่า 35 เส้นต่อ 25 ตารางมิลลิเมตร ควรรีบปรึกษาปัญหาผมร่วง

6.    หน้าท้องลาย ปัญหานี้พบบ่อยที่สุดและเป็นปัญหาที่คุณแม่ไม่อยากมีที่สุด หน้าท้องลายเกิดจากการขยายตัวของผิวหนัง ทำให้เส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินถูกทำลาย รวมทั้งมีการเสียการทำงานของหลอดเลือดใต้ผิวหนัง ในอดีตการใช้ครีมทาในกลุ่มวิตามินเอ AHA ยังให้ผลได้ไม่ดีนัก ในปัจจุบันมีการนำเลเซอร์เข้ามาใช้ในการรักษาซึ่งให้ผล ตามประสบการณ์ของหมอหากทำเลเซอร์ Vbeamร่วมกับFraxel จะได้ผลดีที่สุด

7.    หน้าท้องหย่อนคล้อย เกิดจากผิวหนังที่ถูกยืดออก การออกกำลังกายจะช่วยทำให้ผิวหนังกระชับมากขึ้น แต่ในคนไข้บางคนที่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากระหว่างการตั้งครรภ์ การออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยี RF ที่เรียกว่า Thermage มาช่วยในการยกกระชับผิวหนังส่วนนี้ ซึ่งได้ผลดี

8.   สิว คน โบราณมักบอกว่าถ้าได้ลูกชายผิวแม่อาจหมองคล้ำมีสิว ถ้าได้ลูกสาวผิวแม่จะผ่องใส สิวในช่วงการตั้งครรภ์เป็นปัญหาใหญ่จริงๆครับเพราะการรักษาสิวส่วนใหญ่มัก ต้องใช้ยา ซึ่งยาที่ห้ามใช้ระหว่างการตั้งครรภ์ได้แก่ วิตามินเอ ยาฆ่าเชื้อต่างๆ หมอเองเมื่อมีคนไข้ที่เป็นสิวมาปรึกษาระหว่างการตั้งครรภ์ในสมัยก่อนลำบากใน การรักษามากแต่ตอนนี้สบายมากครับมีการใช้เลเซอร์มารักษาสิวโดยไม่เป็น อันตรายต่อทารกในครรภ์ครับและได้ผลดีด้วย แต่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์เท่านั้นนะครับ

จะเห็นได้ว่าภาวะการตั้งครรภ์ก็ทำให้ผิวหนังเกิดการเปลี่ยนแปลงได้นะครับ หมอเขียนบทความนี้ก็เพื่ออยากให้คุณแม่ทุกท่านมีผิวสวยตลอดและหลังการตั้ง ครรภ์ครับ

เนื่องจากหมอก็เป็นคุณพ่อมือใหม่เหมือนกัน ขอให้คุณพ่อและคุณแม่ทุกท่านมีความสุขในการเห็นพัฒนาการและความสวยงามของลูกๆนะครับ

ขอบคุณสำหรับบทความครับ
นพ. วิสิฏฐ ศรีสนิท
Diploma in Dermatology สถาบันโรคผิวหนัง


ตั้งครรภ์หรือท้อง อย่าลืมคาดเข็มขัดนิรภัย

1 กันยายน 2009

เข็มขัดนิรภัยมีส่วนช่วยป้องกันชีวิตพวกเราได้ประมาณ 40% ถ้าคาดให้ถูกวิธี และใช้เป็นประจำ ปัญหาคือ คนที่ตั้งครรภ์ส่วนหนึ่งยังไม่นิยมคาดเข็มขัดนิรภัย วันนี้มีผลการศึกษาที่พบว่า เข็มขัดนิรภัยดีกับคุณแม่ด้วย คุณลูกด้วยมาฝากครับ

เข็มขัดนิรภัย มีส่วนช่วยป้องกันชีวิตพวกเราได้ประมาณ 40% ถ้าคาดให้ถูกวิธี และใช้เป็นประจำ ปัญหาคือ คนที่ตั้งครรภ์ส่วนหนึ่งยังไม่นิยมคาดเข็มขัดนิรภัย วันนี้มีผลการศึกษาที่พบว่า เข็มขัดนิรภัยดีกับคุณแม่ด้วย คุณลูกด้วยมาฝากครับ

ท่านอาจารย์ ดอกเตอร์มาร์ค เพิร์ลแมน และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐฯ ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างผู้หญิงตั้งครรภ์ 20 สัปดาห์ขึ้นไปที่ประสบอุบัติเหตุรถชน 57 ครั้ง

กลุ่มตัวอย่างสวมเข็มขัดนิรภัย 72% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยการคาดเข็มขัดนิรภัยสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ที่ 82% อุบัติเหตุดังกล่าวทำให้เด็กในครรภ์ตาย 12 คน

ผลการศึกษาพบว่า การคาดเข็มขัดนิรภัยมีส่วนช่วยชีวิต และป้องกันโรคแทรกซ้อนรุนแรงของเด็กในครรภ์ได้ประมาณ 84%

ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงของเด็กในครรภ์ที่เข็มขัดนิรภัยช่วยป้องกันได้คือ

  • รกลอกตัวออกจากผนังมดลูก ซึ่งจะทำให้เด็กในครรภ์ขาดเลือดไปเลี้ยง
  • การคลอดก่อนกำหนด (ก่อน 32 สัปดาห์)
  • การกระทบกระแทกต่อเด็กในครรภ์โดยตรง

อาจารย์เพิร์ล แมนแนะนำว่า ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์อยู่ ควรสวมเข็มขัดนิรภัยที่ใช้การได้ดีทุกครั้ง และแนะนำให้คาดเข็มขัดนิรภัยให้ถูกวิธีดังต่อไปนี้

  1. คาดเข็มขัด นิรภัยเส้นล่างให้อยู่ต่ำกว่าท้อง ให้พาดขวางเอว หรือระดับที่คลำกระดูกเชิงกรานได้ (เวลาท้าวสะเอว.. มือจะวางบนกระดูกชิ้นนี้พอดี)
  2. คาดเข็มขัดนิรภัยเส้นบนให้พาดไปบนหน้าอก และด้านข้างของท้อง
  3. อย่าพาดสายเข็มขัดนิรภัยผ่านตรงกลางท้อง
  4. คาดเข็มขัดนิรภัยให้แนบไปกับลำตัว และ “ตึง” พอสมควร อย่าใส่แบบหลวมๆ

คนที่ใช้เข็มขัด นิรภัยส่วนหนึ่งมักจะคาดเข็มขัดนิรภัยเส้นล่างพาดผ่านหน้าท้อง ซึ่งเมื่อเกิดอุบัติเหตุ… จะเกิดแรงกระแทกผ่านช่องท้อง ทำให้เกิดแรงกระแทกต่ออวัยวะในช่องท้อง เช่น ตับช้ำ ไส้แตก ฯลฯ ได้

ถ้าตั้งครรภ์อยู่… การคาดเข็มขัดนิรภัยเส้นล่างพาดผ่านหน้าท้องจะเพิ่มโอกาสทำให้เด็กในครรภ์ตาย หรือพิการได้เช่นกัน

หลักการง่ายๆ เมื่อใช้เข็มขัดนิรภัยคือ

  • เส้นบนพาดผ่านหน้าอก
  • เส้นล่างพาดผ่านเอว โดยวางในแนวนอนให้ต่ำ วางไปบนกระดูกเชิงกราน อย่าให้พาดผ่านช่องท้อง

และอย่าลืม…

  • เมาไม่ขับ
  • นอนให้พอ > ง่วงไม่ขับ
  • ตรวจสอบเข็มขัดนิรภัยเป็นประจำ โดยลองกระชากเข็มขัดเร็วๆ > เข็มขัดนิรภัยที่ใช้การได้ดีต้องล็อคตัวเองทันที ไม่ใช่ลื่นไหลไปเรื่อย

“เก็บชีวิตไว้… จะได้ทำความดีได้นานๆ”

ถึงตรงนี้… ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

ขอบคุณ นพ. วัลลภ พรเรืองวงศ์ สำหรับบทความครับ


6 คำถามยอดฮิต … ท้องแล้วมีเซ็กซ์ได้ไหม

3 สิงหาคม 2009
ท้องแล้วมีเซ็กซ์ได้ไหม?

พูด ถึงเรื่องการมีเซ็กซ์ขณะตั้งครรภ์ ผมมีความรู้สึกว่าคุณแม่ส่วนมากต่างก็มีปัญหาค้างคาใจเกี่ยวกับเรื่องนี้กัน ทั้งนั้น เพียงแต่อาย ไม่กล้าถาม หรือไม่รู้จะถามอย่างไรดี วันนี้ผมเลยขอหยิบยกประเด็นนี้มาเล่าสู่กันฟังครับ

ตอนท้องมีเซ็กซ์ได้ไหม
เป็น คำถามยอดฮิตอันดับแรกที่มักจะถามกัน แต่เท่าที่ผมคุยกับคุณแม่หลายคน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากมีเซ็กซ์เท่าไหร่ แต่ที่เป็นห่วงหรือกังวลมักจะเป็นเรื่องของสามีมากกว่า กลัวว่าถ้าไม่ให้มีเซ็กซ์แล้ว สามีอาจจะแอบไปหาอีหนู แต่ถ้าให้มีก็กลัวว่า จะเกิดอันตรายสารพัดทั้งต่อตัวแม่เองและลูกในท้อง

ความ จริงแล้วขณะตั้งครรภ์คุณแม่สามารถมีเซ็กซ์ได้ตามปกติ ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนกระทั่งใกล้คลอด จะมีแค่บางช่วงที่ควรลดการมีเซ็กซ์ลงบ้าง เช่น ตอนตั้งครรภ์ใหม่ ๆ เพราะคุณแม่ส่วนมากมักมีอาการแพ้ท้อง เวียนศีรษะ อ่อนเพลียง่าย อีกช่วงหนึ่งที่ควรจะงดเว้นการมีเซ็กซ์ก็คือ ช่วงใกล้คลอดมากๆแล้ว เพราะช่วงนี้ร่างกายของคุณแม่จะดูค่อนข้างอึดอัดอุ้ยอ้าย แค่นั่งหรือเดินตามปกติก็เหนื่อยแทบจะขาดใจตายอยู่แล้ว ถ้ามามีเซ็กซ์ตอนนี้อาจจะทำให้เหนื่อยได้มากกว่าปกติ นอกจากนี้ การมีเซ็กซ์ตอนที่ใกล้คลอดอาจจะทำให้ถุงน้ำคร่ำที่ล้อมรอบตัวเด็กเกิดการแตก หรือรั่ว ทำให้มีน้ำคร่ำไหลออกมาก่อนเจ็บครรภ์คลอดได้ ซึ่งผลดังกล่าวจะทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเข้าไปในโพรงมดลูกได้

มี เพียงคุณแม่อยู่บางคนเท่านั้นที่จำเป็นต้องงดการมีเซ็กซ์ขณะตั้งครรภ์ไป เกือบตลอดช่วงการตั้งครรภ์ เช่น คุณแม่ที่เคยแท้งบุตร หรือคลอดก่อนกำหนดมาก่อน เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาซ้ำได้ นอกจากนี้คุณแม่ที่มีภาวะรกเกาะต่ำก็ควรงดการมีเซ็กซ์โดยเด็ดขาด เพราะอาจไปกระตุ้นให้มีเลือดออกมากจนเป็นอันตรายได้

เวลามีเซ็กซ์จะเป็นอันตรายต่อลูกไหม?
อยาก ให้คุณแม่ลองจินตนาการดูว่า ลูกที่อยู่ในท้องก็คล้ายกับก้อนหินที่อยู่ในลูกโป่งใส่น้ำแล้วยัดใส่เข้าไป ในขวดอีกทีหนึ่ง และเจ้าขวดที่ว่าก็มีปากขวดที่ปิดและแข็งแรงพอควร เวลาที่มีเซ็กซ์กัน อวัยวะเพศของสามีอย่างมากก็จะไปโดนแค่บริเวณปากขวดเท่านั้น โอกาสที่ลูกในท้องจะได้รับอันตรายจึงน้อยมาก

เวลาถึงจุดสุดยอดลูกจะได้รับอันตรายไหม
มี หลายคนเข้าใจถูกว่า เวลามีเซ็กซ์ขณะตั้งครรภ์ไม่มีอันตรายต่อลูก แต่พอใกล้ถึงจุดสุดยอดนี่ มักจะมีการเกร็งกล้ามเนื้อและมดลูกอาจจะหดตัวได้ จึงกลัวว่าลูกจะได้รับอันตราย ขอตอบว่าข้อมูลทางการแพทย์ที่มีพบว่าไม่จริงครับ

การมีเซ็กซ์จะกระตุ้นให้เจ็บครรภ์คลอดไหม
มี หลักฐานทางการแพทย์ว่า การที่อวัยวะเพศของผู้ชายไปกระแทกกับปากมดลูก รวมทั้งน้ำอสุจิที่มีการหลั่งขณะมีเซ็กซ์สามารถกระตุ้นให้ปากมดลูกสร้างสาร เคมีตัวหนึ่งที่ชื่อว่า พรอสตราแกลนดิน (Prostaglandins) เจ้าสารที่ว่านี้สามารถทำให้ปากมดลูกนุ่มขึ้นและกระตุ้นให้มดลูกหดรัดตัวได้ อย่างไรก็ตาม สารที่สร้างขึ้นมานี้ก็ไม่ได้มากพอจนทำให้คุณแม่เจ็บครรภ์คลอดหรอกครับ ยกเว้นแต่คนที่ใกล้จะคลอดอยู่แล้วถึงอาจจะเจ็บครรภ์คลอดได้

เซ็กซ์ตอนท้องจะให้ความรู้สึกเหมือนตอนไม่ท้องหรือไม่
เวลา มีการตั้งครรภ์จะมีเลือดมาเลี้ยงที่อวัยวะต่าง ๆ มากขึ้นกว่าปกติ ทำให้มีการบวมเกิดขึ้น เคยลองสังเกตไหมว่า พอตั้งครรภ์ไปสักระยะหนึ่ง คุณแม่บางคนจะมีขาบวม หน้าบวม ที่บริเวณช่องคลอดก็บวมด้วย เพียงแต่สังเกตยากหน่อย

การที่อวัยวะสืบพันธุ์มีเลือด มาเลี้ยงมากและบวมขึ้น จะทำให้คุณแม่มีความรู้สึกทางเพศเร็วขึ้นและมากขึ้นเวลามีเซ็กซ์ ที่เต้านมก็เช่นกันถ้าได้แตะจะมีความรู้สึกไว นอกจากนี้ยังจะรู้สึกว่าช่องคลอดมีการหล่อลื่นดีกว่าตอนไม่ตั้งครรภ์เสียอีก เพราะคนท้องจะมีตกขาวมากกว่าคนปกติ

วิธีไหนดี
ใน ช่วงท้องอ่อนๆ จะมีวิธีและท่วงท่าต่างๆ ของการมีเซ็กซ์อย่างไรก็ได้ แต่เมื่อท้องแก่ขึ้น ขอให้เลือกวิธีที่อันตรายน้อยลงหน่อยก็แล้วกัน วิธีที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งคือ ท่าที่สามีต้องนอนกดทับหน้าท้องภรรยา เพราะอาจหายใจไม่ออกและเป็นอันตรายแก่เด็ก วิธีที่น่าจะดีกว่าคือ ให้คุณแม่อยู่ข้างบนครับ

สรุปการมีเซ็กซ์ขณะตั้งครรภ์ เป็นเรื่องที่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์และสามีสามารถทำได้เหมือนภาวะปกติ โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และลูกในครรภ์ จะมียกเว้นที่ไม่ควรมีเซ็กซ์กันก็บางกรณีที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่อลูกใน ครรภ์หรือต่อตัวคุณแม่เองเท่านั้น สิ่งที่อยากจะย้ำอีกครั้งคือ ถ้าคุณแม่มีปัญหาเกี่ยวกับเซ็กซ์ขณะตั้งครรภ์ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ขออย่าได้อายที่จะสอบถามกับคุณหมอที่ดูแลเลยครับ จะได้ไม่ต้องมาเข้าใจผิดหรือวิตกกังวลในเรื่องต่างๆ โดยไม่จำเป็น ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการตั้งครรภ์และการมีเซ็กซ์ที่ถูกต้อง

คอลัมน์สายตรงสุขภาพกับศิริราชโดย :รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ สูตินรีแพทย์ และ  ITzAa.com